หยุดคิดสักนิดก่อนซื้อประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษี

สำหรับคนที่เป็นพนักงานบริษัทและกำลังมองหาตัวช่วยในการลดหย่อนภาษี ประกันชีวิตก็ถือเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะได้ทั้งลดหย่อนและรับความคุ้มครองไปด้วยในตัว แต่สิ่งที่หลายคนทำพลาดอย่างมาก ก็คือการคาดหวังว่าจะทำประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษีเป็นหลัก ไม่ได้คิดเรื่องประโยชน์ด้านอื่นๆ ที่ได้จากการทำประกันจริงๆ ผลสุดท้ายจึงเสียมากกว่าได้

เมื่อส่งเบี้ยประกันชีวิตไม่ไหวจึงต้องจ่ายแล้วจ่ายอีก
    เวลาที่เราเลือกทำประกันชีวิตเพื่อตอบโจทย์เรื่องการลดหย่อนภาษี เราจะมองว่าต้องทำวงเงินสูงๆ เพื่อให้ลดหย่อนได้มาก โดยไม่ทันคิดว่าจะสามารถส่งเบี้ยได้ต่อเนื่องแค่ไหน ซึ่งตรงนี้หลายคนไม่รู้มาก่อนว่า วันใดที่ส่งเบี้ยไม่ได้อีกจนต้องขอทำเรื่องยกเลิกประกันไป บนเงื่อนไขที่ว่ายกเลิกก่อนครบกำหนด 10 ปี แบบนี้นอกจากจะเสียสิทธิ์ในการรับความคุ้มครองจากประกันชีวิตทันทีแล้ว ยังต้องคืนเงินภาษีที่เคยลดหย่อนได้พร้อมกับค่าธรรมเนียมพิเศษให้กับสรรพากร เรียกว่าเสียเงินกันหลายต่อทีเดียว

ทำประกันชีวิตมาแล้วแต่ดันใช้ลดหย่อนไม่ได้
    ฟังดูน่าแปลกใจแต่มันก็มีเคสแบบนี้อยู่ด้วยเหมือนกัน คือหลงเข้าใจไปเองว่าประกันชีวิตที่ต้องการจะทำนั้น หากนำไปลดหย่อนภาษีจะลดได้มาก ก็เลยยอมจ่ายเบี้ยสูงๆ เพื่อหวังเงินจากภาษีในภายหลัง แต่พอเอาเข้าจริงกลับพบว่าประกันที่ถืออยู่นั้นไม่เข้าข่ายที่จะใช้ยื่นขอลดหย่อนได้ เช่น ระยะเวลาในการทำประกันสั้นเกินไป มีเงินคืนจากประกันหลังสิ้นสุดสัญญามากเกินไป เป็นต้น 

    นอกจากนี้ก็ยังมีคนที่ทำประกันชีวิตระยะยาวเอาไว้ แต่รายละเอียดของกรมธรรม์กลับนำมาใช้ลดหย่อนได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ หลังจากนั้นก็ต้องแบกรับภาระส่งเบี้ยต่อไปอีกหลายปี ทั้งที่ตัวเองอาจจะไม่ต้องการความคุ้มครองของประกันตัวนั้นเลยก็ได้ แนวคิดที่ถูกต้องจึงควรเป็นการเลือกทำประกันเพื่อลดความเสี่ยงในชีวิตและทรัพย์สินของตัวเองก่อน แล้วให้การลดหย่อนภาษีเป็นผลพลอยได้แทนที่จะเป็นเป้าหมายหลัก

สำหรับผู้ที่สนใจทำประกันชีวิตที่มีความคุ้มค่าและครอบคลุมทั้งในเรื่องของอุบัติเหตุิและโรคร้าย ไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง หรือแม้แต่โรคฮิตอย่างโควิด-19 ก็ตาม ขอแนะนำ ประกันชีวิตจากบริษัท แมนูไลฟ์